บทเทศนา “ถอยเพื่อพร้อมจะติดตามพระเจ้า”

ข้อพระธรรม : พระธรรมลูกา 5:1-11           

โดย : ศาสนาจารย์ยุทธภัณฑ์  พินิจ   ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา

ขอพระเจ้าทรงประทานพรเหนือชีวิต สุขภาพและจิตวิญญาณแก่พี่น้องในพระคริสต์ทุกคน  พวกเราต่างตระหนักดีว่า การวางพื้นฐานความเชื่อและความรู้พระคัมภีร์ที่ถูกต้อง การสร้างวินัยชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง และการพัฒนาทักษะต่าง ๆ รวมทั้งมีชีวิตที่เป็นแบบอย่างที่ดีตามคำสอนของพระเยซูคริสต์นั้นสำคัญอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้ต่างส่งผลต่อการทำพันธกิจต่าง ๆ

ในวันนี้ถือว่าเป็นการทบทวนเกี่ยวกับความพร้อมในการติดตามพระเจ้า ด้วยคำถามที่ว่า ความพร้อม

ในการติดตามพระเจ้าของแต่ละคนปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ?  ตามแบบติด ๆ ตลอดเวลา หรือตามแบบทิ้งระยะห่างเดี๋ยวค่อยตามไปหรือไม่ ? จากเนื้อหาของพระธรรมลูกา 5:1-11 ชี้ให้เห็นถึงความพร้อมของท่านอัครสาวก เปโตรที่จะติดตามพระเยซูคริสต์ ซึ่งจำเป็นต้องถอยออกจากบางสิ่ง โดยมีบทเรียน 3 ประการ ได้แก่

ประการที่หนึ่ง     ถอยเพื่อจะฟังพระวจนะของพระเจ้าให้ชัดเจนขึ้น (1-3)

จากข้อที่ 1-3 เป็นเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงยืนอยู่บนฝั่งทะเลสาบเยนเนซาเรทไม่ได้ เพราะมีฝูงชนเบียดเสียดพระองค์ พระองค์จึงเสด็จลงเรือลำหนึ่งซึ่งอัครสาวกเปโตรเป็นเจ้าของ ท่านเก็บอุปกรณ์ขึ้นจากเรือแล้วและกำลังชักอวน คือ ทำความสะอาด ล้าง ตากและซ่อมแซมอวนให้พร้อมในวันต่อไป พระองค์ทรงขอให้ถอยเรือออกห่างจากฝั่งไปหน่อยหนึ่งเพื่อจะทำการสอนพระวจนะแก่ทุกคน ซึ่งเป็นระยะที่ทุกคนและเจ้าของเรือจะได้ยินพระวจนะได้ชัดเจนมากขึ้น ท่านยอมให้พระองค์เข้ามามีส่วนในการงานในชีวิตโดยไม่ต่อรองใดใด

จากตรงนี้ช่วยให้ย้อนคิดได้ว่าบางครั้งในชีวิตคริสเตียนของเรา อาจถูกเบียดเสียดด้วยผู้คน การงาน การศึกษา ความต้องการ เพื่อไปสู่ความสำเร็จ เพื่อจะเป็นที่หนึ่ง เพื่อจะได้อยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่โต เป็นที่ยอมรับของผู้คน หรือด้วยภาระปัญหา ตำแหน่งในการเป็นผู้นำเป็นผู้สอน และเราก็วุ่นวายอยู่กับการถูกเบียดเสียดด้วยสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราอยู่ในระยะการฟังที่ไม่สามารถได้ยินพระวจนะชัดเจน เหมือนเช่นอัครสาวก ยากอบและยอห์น (มก.10:35-45) ทั้งที่ติดตามพระเยซูมาตลอดแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาฟังคำสอนของพระองค์ไม่ชัดเจน พวกเขาพากันไปขอพระเยซูคริสต์ว่า เมื่อพระองค์ทรงรับเกียรตินั้นขอให้พวกข้าพระองค์นั่งที่เบื้องขวาพระหัตถ์คนหนึ่งและเบื้องซ้ายคนหนึ่ง  พวกเขาอยู่ใกล้พระเยซูคริสต์แต่มีระยะห่างในจิตใจเกินกว่าจะฟังคำสอนได้ชัดเจน และเช่นเดียวกันกับมารธาที่พยายามจะบอกกับพระเยซูคริสต์ว่า น้องสาวของเขาไม่ช่วยเขาเลยแต่ปล่อยเขาจัดเตรียมทุกอย่างเอง พระองค์ตรัสกับเธอว่าในใจเธอวุ่นวายมาก  สิ่งที่ดีที่สุดคืออยู่ใกล้พระเจ้านมัสการพระองค์และฟังถ้อยคำของพระองค์ ซึ่งมารีย์ได้เลือกเอาส่วนดีนั้นแล้ว (ลก.10:38-42) พวกเราอาจจะมุ่งหน้าสู่การติดตามพระเจ้าด้วยการเบียดเสียดไปข้างหน้าผู้คนและข้างหน้าพระเจ้ามากกว่าจะสนใจฟังพระวจนะของพระองค์ พระองค์ทรงใช้วิกฤติในชีวิตของพวกเราเพื่อจะนำไปสู่ระยะการเข้าใจพระคำได้อย่างชัดเจน เป็นไปได้ไหมที่เราจะกลับมาถอยห่างออกมาจากสิ่งที่เบียดเสียดเหล่านั้น มาอยู่ในระยะที่ช่วยทำให้ฟังพระวจนะของพระเจ้าได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเข้าถึงพระคำที่ก่อให้เกิดปัญญาอย่างแท้จริงได้

ประการที่สอง ถอยเพื่อจะทำตามพระวจนะของพระเจ้าได้มากขึ้น (4-5)

เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงสอนพระวจนะเสร็จสิ้นแล้ว พระองค์ทรงตรัสกับท่านเปโตรว่า จงถอยออกไปที่น้ำลึก แล้วหย่อนอวนลงจับปลา  การถอยออกไปยังน้ำลึก อาจจะเป็นการขัดต่อหลักการในการหาปลาของอัครสาวกเปโตร เพราะถ้ามองโดยทั่วไปแล้วพระเยซูเป็นลูกของช่างไม้ แต่อัครสาวกเปโตรเป็นชาวประมงที่ชำนาญกว่าพระเยซูมากนัก  คำว่า น้ำลึกทำให้เราเห็นว่าพระเยซูคริสต์กำลังหย่อนอวนแห่งการทรงเรียกลงไปในส่วนลึกของชีวิตท่านเปโตร เพื่อจะจับหัวใจแห่งการรับใช้ของท่านออกมาและมอบประสบการณ์เชิงลึก  น้ำลึกอาจไม่สามารถจับปลาได้แต่เพื่อให้ท่านเปโตรมองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นยังมองไม่เห็น พระเยซูคริสต์ทรงเพิ่มสายตาแห่งความศรัทธาที่มองข้ามส่วนอื่นแต่ลึกลงไปสู่จิตวิญญาณของท่านและเรียกร้องให้ก้าวสู่แผนการปฏิบัติตามพระเยซูคริสต์ได้มากขึ้น

อัครสาวกเปโตรทูลว่า อาจารย์ เราทอดอวนมาตลอดทั้งคืนแล้วแต่ไม่ได้ปลาสักตัว ซึ่งบ่งบอกถึงความรู้สึกสิ้นหวัง หมดหวัง เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า มีความล้มเหลวที่เป็นประสบการณ์ก่อนหน้านี้  การเป็นชาวประมงน่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าท่านน่าจะทำได้ดีกว่า แต่ท่านกลับทูลว่า “แต่ข้าพเจ้าก็จะหย่อนอวนลงตามคำของท่าน” ไม่ง่ายนักที่ใครสักคนหนึ่งที่มีความเก่ง ความชำนาญและความรอบรู้แล้วจะยอมทำตามผู้อื่นและลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว ท่านเปโตรยอมรับและทำตามคำตรัสนั้น ไม่เอาความสิ้นหวังทั้งคืนมาตัดสินการทำตามคำสั่งนี้  ไม่ยอมถูกครอบงำด้วยอำนาจความล้มเหลว หลายครั้งเราอาจจะถูกครอบงำด้วยสิ่งเหล่านี้ ถูกตอกย้ำเพื่อให้จิตใจอ่อนล้าไม่มีแรงลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เราควรทิ้งความรู้สึกสิ้นหวังไว้ก่อนและมุ่งหน้าสู่ความหวังต่อไป ดังเช่นอัครสาวกเปาโลกล่าวไว้ว่า “พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าข้าพเจ้าฉวยไว้ได้แล้วแต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือ ลืมสิ่งที่ผ่านพ้นมาแล้วโน้มตัวไปยังสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า” (ฟป.3:13) หากการเชื่อฟังหรือทำตามพระวจนะไม่เกิดขึ้นแล้วการติดตามพระเจ้าก็ไม่อาจเกิดผลได้  การถอยออกจากสิ่งที่ยึดมั่น ผูกติดความชำนาญหรือความล้มเหลว ด้วยการมุ่งหน้าปฏิบัติตามคำตรัสสอนเป็นวิธีที่พระเยซูทรงมอบให้อัครสาวกเปโตร ปัจจุบันนี้ชีวิตของพวกเราเลือกจะทำตามพระวจนะหรือตามความต้องการตัวเองมากกว่ากัน ?

ประการที่สาม ถอยเพื่อจะเดินตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้ยิ่งขึ้น (6-11)

หลังจากที่อัครสาวกเปโตรและเพื่อนได้หย่อนอวนลงตามคำตรัสของพระเยซูคริสต์แล้ว ก็พบว่ามีปลาจำนวนมากที่ติดอยู่ในอวนจนอวนเริ่มจะปริหรือแทบจะฉีกออก จึงส่งสัญญาณเพื่อให้เรือลำที่สองมาช่วยบรรทุกปลา จากตรงนี้เราเห็นความมีน้ำใจและชีวิตที่แบ่งปันอันเป็นพื้นฐานที่สำคัญมาก ในขณะที่เพื่อนทุกคนประหลาดใจ ดีใจและตื่นเต้นมากจนอาจจะหายจากอาการเหนื่อยล้าอย่างสิ้นเชิง ปลาจำนวนมากมายเป็นเหมือนดังพระพรมากมายที่พระเจ้าประทานให้แก่ผู้เชื่อในพระองค์ พวกเราควรจะยินดีกับพระพรมากมายที่ได้รับเช่นกัน แต่ท่านเปโตรไม่ใช้เวลากับสิ่งเหล่านั้นมากนักกลับมุ่งหน้าไปที่พระเยซูคริสต์ผู้เป็นเจ้าของพระพรหรือแหล่งแห่งพระพรเหล่านั้นแทน

พระคัมภีร์ฉบับ 2011 ได้กล่าวถึงว่าเมื่อกลับขึ้นฝั่งท่านกลับทรุดตัวลงที่พระชานุของพระเยซูและทูลว่า “นายเจ้าข้าขอท่านไปให้ห่างจากข้าพเจ้าเถิด เพราะว่าข้าพเจ้าเป็นคนบาป”  การทรุดตัวลงบ่งบอกถึงการยอมรับ การเคารพยกย่อง อัครสาวกเปโตรมองเห็นตนเองอยู่ในฐานะของคนบาป คนที่ไม่บริสุทธิ์ คนที่ไม่สมควรที่จะยืนอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ จากความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยสู่ความอัศจรรย์ใจและมาสู่ความรู้สึกสำนึกจากภายในจิตใจ เช่นเดียวกับหญิงชาวสะมาเรียเมื่อได้สนทนากับพระเยซูกลับมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป (ยน.4:1-42) เธอได้สัมผัสถึงน้ำแห่งชีวิตนิรันดร์ ภายในจิตวิญญาณของเธอได้รับประสบการณ์แห่งความเชื่อและสามารถพาคนอื่นมารู้จักพระองค์อีกมากมาย

นอกจากนั้น ข้อ 5 ท่านเรียกพระเยซูว่า อาจารย์ แต่ในข้อที่ 8 ท่านเรียกว่า นายเจ้าข้า หรือผู้เป็นเจ้านาย ท่านมองเห็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่หรือองค์พระเจ้า หรือผู้ทรงบริสุทธิ์ จากการทำตามคำตรัสจึงเป็นการนำท่านไปสู่ความก้าวหน้าในการรู้จักพระเยซูคริสต์มากขึ้น มองเห็นฤทธานุภาพของพระเจ้าชัดเจนขึ้น ท่านเกิดความกลัวไม่กล้าเข้าใกล้พระองค์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการกลับใจที่ชัดเจนและการให้อภัยก็มาถึง เมื่อพระองค์ตรัสกับท่านว่า “อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน” นอกจากพระเยซูจะทรงพาอัครสาวกเปโตรให้มีประสบการณ์ในความเชื่อแล้ว พระองค์ยังทรงช่วยให้เกิดการให้อภัยและสันติสุขภายในชีวิตของท่าน และที่สำคัญพระองค์ทรงมอบพันธกิจตามพระประสงค์ของพระองค์คือการจับคน หรือออกไปนำผู้คนด้วยการหยั่งลึกลงไปในจิตใจและนำคนเหล่านั้นมาสู่อาณาจักรของพระเจ้า เปลี่ยนจากจับปลาเข้าอวนมาเป็นจับคนเข้าอาณาจักรพระเจ้า หลายครั้งเมื่อรับใช้พระเจ้า เรามักจะมองไม่เห็นตัวเราในแง่มุมนี้ แต่จะมองเห็นแค่ความยิ่งใหญ่ ความเก่ง การอยู่เหนือกว่าใครหรือมองเห็นแต่ผลงานของตนเอง ความกลัว ความยำเกรงลดน้อยลง  การถอยออกจากบาปจากส่วนลึกจะนำไปสู่การเข้าใกล้พระเจ้ามากขึ้น ช่วยให้พร้อมทำตามพระประสงค์ยิ่งขึ้นสำหรับพวกเขามากพอที่จะละทิ้งทุกอย่างเพื่อจะติดตามพระองค์ไป  (ข้อ 11) สำหรับพวกเราควรถอยออกจากสิ่งใดบ้างเพื่อการติดตามพระเจ้าด้วยแรงปรารถนาสูงมากพอที่จะละทิ้งเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าได้

ในวันนี้หากจะลองถอยออกมาทบทวนสักนิดว่า เราติดตามพระเยซูคริสต์อย่างไร เพื่อจะสามารถช่วยให้พวกเราก้าวไปสู่กระแสเรียกที่ชัดเจนมากขึ้น จำเป็นต้องถอยออกมาจากสิ่งที่กำลังเบียดเสียดอยู่เพื่อจะฟังพระวจนะของพระเจ้าได้ชัดเจนขึ้น  ถอยออกไปสู่น้ำลึกเพื่อจะรับประสบการณ์อย่างลึกซึ้งในการทำตามพระวจนะของพระเจ้าได้มากขึ้น และถอยออกมาจากการยึดมั่นอยู่ในผลงานทั้งหลายเพื่อจะหันกลับมาเดินตามพระประสงค์ของพระเจ้าที่ทรงเรียกให้กระทำพันธกิจได้ยิ่งขึ้น และขอพระเจ้าทรงอวยพรทุกพันธกิจของคริสตจักรที่ได้รับมอบจากพระเจ้าจะสำเร็จผลเมื่อได้ติดตามพระองค์ร่วมกัน...อาเมน