คำสอนจากปัญญาจารย์ บทที่ 3 “ภายใต้ดวงอาทิตย์…ทุกสิ่งมีวาระ ”

คำสอนจากพระธรรมปัญญาจารย์  บทที่  3

“ภายใต้ดวงอาทิตย์...ทุกสิ่งมีวาระ ”

โดย ศจ.วิรัช เศรษฐโสภณกุล

          ปัญญาจารย์ได้กล่าวไว้ว่าชีวิตภายใต้ดวงอาทิตย์ สิ่งต่างๆจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวาระ  ตามฤดูกาล  เวลาไม่ได้เห็นแก่หน้าใคร ทุกคนล้วนได้เวลาแต่ละวันที่เท่ากันหมด เราไม่สามารถควบคุมเวลาได้ ดูเหมือนเวลาจะเป็นผู้ควบคุมเรามากกว่า ชีวิตมีการผันแปรอยู่ตลอดเวลา บ่อยครั้งดูเหมือนว่าเราสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆให้เป็นไปตามแผนการณ์ของเรา แต่ก็เป็นความจริงว่ามีไม่น้อยครั้งที่เราต้องปล่อยให้เป็นไปตามวาระ ตามกาลเวลาของมัน อะไรจะเกิดก็ต้องปล่อยให้เกิด อย่างไรก็ตามพระเจ้าได้ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจมนุษย์เพื่อมนุษย์จะเข้าใจชีวิตนิรันดร์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้สำหรับมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้มนุษย์ขณะอยู่บนโลกนี้ต้องยำเกรงพระเจ้าและชื่นชมยินดีกับชีวิตที่พระเจ้าทรงประทานให้

ข้อ 1-10 วาระและเวลาเป็นพระพรที่พระเจ้าทรงประทาน

แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงและมีความหลากหลายในเรื่องราวต่างๆ แต่ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น ล้วนเป็นประโยชน์สำหรับคนที่รักพระองค์ (โรม 8:28) เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมสิ่งเหล่านี้

วาระ

หมายถึง

การเกิดการตายการปลูกการถอนการฆ่าการรักษาการสร้างการทำลายการหัวเราะการร้องไห้ การเต้นรำการไว้ทุกข์

การสวมกอดการงดเว้น

การรักการเกลียด การรวบรวมหิน การโยนทิ้งน้ำ

การเก็บรักษาการโยนทิ้ง

การหาการหาย

การสงครามการสันติ การพูดการเงียบ

การฉีกขาดการเย็บ

ชีวิตของมนุษย์การเกษตรทางการแพทย์การก่อสร้างชีวิตที่มีกาลเทศะ ความเห็นอกเห็นใจ

สัมพันธภาพของคู่สมรส

การสร้างมิตรภาพหรือการสร้างศัตรู

อะไรควรรักษา อะไรควรอนุรักษ์

อะไรควรโยนทิ้งหรือไม่ต้องซื้อ

อะไรที่เรามีส่วนร่วม อะไรที่ควรอยู่เฉยๆ ทั้งการพูดหรือการร่วมงาน เพราะบางครั้งการนั่งเฉยก็เกิดประโยชน์กว่าการแสดงความคิดเห็น

การรู้จักาละเทศะ  อะไร ที่ไหน อย่างไร

ข้อ 11-22 วาระและเวลาในโลกนี้เป็นสิ่งชั่วคราว แต่ชีวิตนิรันดร์เป็นพระคุณที่พระเจ้าทรงประทาน

โลกนี้อนิจจัง กินลมกินแล้ง ทั้งสั้น ทั้งร้าย ทั้งชั่วคราว และต้องตาย พระธรรมปัญญาจารย์เอ่ยถึง “อนิจจัง” 21 ครั้ง “กินลมกินแล้ง” 7 ครั้ง “ตาย” 7 ครั้ง ชีวิตเปรียบเหมือนวันๆหนึ่ง เปรียบเหมือนหมอก เปรียบเหมือนนักทัศนาจร มนุษย์และสัตว์ก็ต้องตาย คนดีคนชั่วก็ต้องตาย คนชอบธรรมคนอธรรมก็ต้องตาย คนฉลาดคนโง่ก็ต้องตาย ปัญหาอยู่ที่ว่า “ตายแล้วจะไปไหน”

ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเตรียมวาระและเวลาในอนาคตให้กับมนุษย์

* นิรันดร์กาลเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตระเตรียมไว้สำหรับมนุษย์ เป็นแผนการตั้งแต่เริ่มต้นการทรงสร้าง เป็นน้ำพระทัยสูงสุดของพระเจ้า (3:11-12)

* ทุกคนต้องรับการพิพากษาจากพระเจ้าตามผลการกระทำของตนขณะที่อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์

* ภายใต้ดวงอาทิตย์มีความตาย แต่เหนือดวงอาทิตย์มีชีวิตนิรันดร์

ข้อคิดสำหรับเรา

1.พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกนี้ รวมถึงการเป็นเจ้าของเราชีวิตเราด้วย เรายอมมอบถวายชีวิตเวลาครอบครัว การงาน ทรัพย์สินเงินทอง ฯลฯ ให้พระเจ้าควบคุมหรือไม่

2.เวลาที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นพระพร จงรู้จักใช้วันเวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่าและความหมาย เพราะวันเวลาผ่านไปเหมือนกระแสน้ำที่ไม่ไหลคืนมาอีก เราใช้เวลาของเราให้เกิดคุณค่าอย่างไร

3.พระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมเวลา (โดยเฉพาะเรื่องการเกิดและการตาย) แต่ให้อิสรเสรีภาพแก่มนุษย์ในการบริหารเวลา เราบริหารเวลาของเราอย่างไร

4.พระเจ้าทรงให้โลกนี้มีฤดูกาล มีสีสัน มีความสวยสดงดงามในตัวของมันเอง เราขอบพระคุณสำหรับสิ่งเหล่านี้อยู่เสมอหรือไม่

5.พระเจ้าทรงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆตามวาระ ก็เพื่อให้มีชีวิตไม่จืดชืด มีรสชาติ เรารู้สึกว่าชีวิตมีสีสัน มีความสุข และชื่นชมยินดีได้มากน้อยแค่ไหน

6.พระเจ้าทรงสอนให้เรารู้จักเรื่องกาลเทศะ มีบางสิ่งที่เราควรทำและไม่ควรทำ เราแยกแยะและวางตัวในสังคมได้ดีหรือไม่ เราได้ใช้สติปัญญาที่มาจากพระเจ้าในการเข้าใจวาระต่างๆที่เกิดขึ้น เรารับมือหรือปรับตัวหรือแก้ไขได้ดีหรือไม่

7.วาระต่างๆที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก ไม่มีวาระใดที่จีรังยั่งยืน ล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยงทั้งสิ้น เรายังยึดติดอยู่กับเงินทอง วัตถุ ชื่อเสียง ความสะดวกสบาย และสิ่งรอบกายต่างๆอย่างเหนียวแน่นหรือไม่

9.และสิ่งที่สำคัญสุดๆของมนุษย์ทุกคนภายใต้ดวงอาทิตย์ ที่ต้องรู้ ที่ต้องเข้าใจ ที่ต้องรับเอาไว้ นั่นคือ “นิรันดรกาล” (ข้อ 11) เรามีวิธีการอย่างไรในการบอกกล่าวให้สมาชิกในครอบครัว เพื่อน นำพวกเขาเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์กาลนี้ได้อย่างไร